www.mamboteam.com
สถานีตำรวจภูธรยี่สาร
หน้าแรก arrow สาระน่ารู้
วันเสาร์ ที่ 16 มกราคม 2564
 
 
เมนูหลัก
หน้าแรก
ประวัติความเป็นมา
บุคลากร
กิจกรรม/ผลงาน
แหล่งท่องเที่ยว
การพัฒนาบุคลากร
กต.ตร.
แจ้งเบาะแส ร้องเรียน
ประกาศ/จัดซื้อจัดจ้าง
สาระน่ารู้
ผู้ดูแลระบบ
Bookmark Website
Bookmark Page
Make homepage
บะหมี่น้ำหนึ่งชาม
ระดับผู้ใช้: / 0
แย่จังดีมาก 
แก้ไขโดย Administrator   
วันเสาร์ ที่ 16 มกราคม 2564


บะหมี่น้ำหนึ่งชาม : เรื่องเล่าดีๆ ที่อยากให้อ่าน

Image


บะหมี่น้ำหนึ่งชาม...
 
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
 
เราให้ชื่อเรื่องนี้ว่า"บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
 
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว วันที่ 31 ธันวาคม 2528

ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
 
ที่ร้านบะหมี่ " ฮอกไก " บนถนนซัปโปโร
 
การกินบะหมี่โซบะในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นเป็นประเพณีของชาวญี่ปุ่น
 
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านบะหมี่ขายดีในวันสิ้นปี


" ร้านฮอกไก" นี้ก็เช่นกัน
 
ในวันนี้คนแน่นร้านแทบทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น. คนก็เริ่มน้อยลง
 
โดยปกติแล้วบน ถนนสายนี้คนจะแน่นขนัดไปจนถึงเช้าตรู่
 
แต่วันนี้ทุกคนจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปต้อนรับปีใหม่กัน
 
ดังนั้นถนนสายนี้จึงปิดร้าน เร็วกว่าปกติ
 
เถ้าแก่ของร้าน " ฮอกไก" เป็นคนซื่อ และเถ้าแก่เนี้ยก็เป็นคนอัธยาศัยใจคอดี



ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า พอลูกค้าคนสุดท้ายกลับไปในขณะเถ้าแก่เนี้ยก็จะปิดร้าน
 
ประตูร้านก็ถูกเปิดออกอย่างเบาๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งพาเด็กชายสองคน
 
คนหนึ่งประมาณ 6 ขวบกับอีกคนหนึ่งประมาณ 10 ขวบเข้ามาในร้าน
 
เด็กชายทั้งสองคนสวมชุดกีฬาใหม่เอี่ยมเหมือนกันทั้งสองคน
 
ส่วนหญิงคนนั้นสวมโอเวอร์โค้ท ลายสก๊อตเก่าๆ เชยๆ
 
" เชิญนั่งครับ" เถ้าแก่ร้องทักทายออกมา
 
หญิงคนนั้นเอ่ยปากอย่างขลาดกลัวว่า
 
" ขอบะหมี่น้ำสักชามได้ไหมคะ"
 
เด็กชายสองคนที่อยู่ข้างหลังสบตากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก
 
" ได้ค่ะ ได้ค่ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ" เถ้าแก่เนี้ยพาพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะเบอร์สองชิดกำแพง
 
แล้วตะโกนบอกไปทางห้องครัวว่า
 
" บะหมี่น้ำหนึ่งชาม" บะหมี่หนึ่งชามมีบะหมี่แค่หนึ่งก้อน
 
เถ้าแก่คิดแล้วก็ใส่บะหมี่ เพิ่มไปอีกครึ่งก้อน
 
ต้มบะหมี่ได้ชามเบ้อเริ่ม
 
ทั้งเถ้าแก่เนี้ยและสามแม่ลูกต่างก็ไม่รู้เรื่อง
 
สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
 
กินพลางพูดพลาง   " ทานเถอะครับ"
 
ลูกคนพี่พูด " แม่ทานหน่อยสิครับ"
 
ลูกคนน้องพูดไปก็คีบบะหมี่ให้แม่กิน
 
ไม่นานก็กินบะหมี่หมดชาม จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน
 
แล้วทั้งสามคนก็ชมว่า
 
" ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) บะหมี่อร่อยมากค่ะ(ครับ)"
 
พร้อมกับค้อมตัวเล็กน้อยแล้วลาจากไป

" ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"
ทั้งเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยต่างก็กล่าวขอบคุณ


*********

Image


ทำงานไปวันแล้ววันเล่ายุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น
 
และแล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี วันที่ 31 ธันวาคม
 
ก็เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ในวันส่งท้ายปีเก่า
 
ร้านบะหมี่ "ฮอกไก" ก็ยังคงขายดีและดูเหมือนจะขายดีกว่าปีที่ผ่านมา
 
สองตายายยังคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับการค้าขาย
 
และแล้ววันที่วุ่นวายก็จบสิ้นลง
 
22.00 น.กว่า ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะปิดร้านอยู่นั้น
 
ประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ
 
ผู้ที่เข้ามาก็คือหญิงวัยกลางคนกับเด็กชายสองคน
 
พอเห็นเสื้อโอเวอร์โค้ทที่เก่า และเชย
 
เถ้าแก่เนี้ยก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นลูกค้าคนสุดท้ายในวันส่งท้ายปีเก่าของปีที่แล้วนั่นเอง
 

" ขอบะหมี่น้ำหนึ่งชามได้มั๊ยคะ"
 
" ได้ค่ะ ได้ค่ะ เชิญนั่งตามสบายนะคะ"
 
เถ้าแก่เนี้ยนำพวกเขาไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งเมื่อปีที่แล้ว
 
โต๊ะเบอร์สอง ตะโกนไปพลางว่า
 
" บะหมี่น้ำหนึ่งชาม" เถ้าแก่รับคำพลาง
 
จุดเตาที่เพิ่งจะดับไปพลาง
 
" ได้ครับ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
 
เถ้าแก่เนี้ยแอบไปพูดที่ข้างหูของเถ้าแก่ว่า
 
" นี่ตาแก่ ต้มบะหมี่ให้พวกเขาสามชามไม่ได้หรือ"
 
" ไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นจะทำให้พวกเขาอายและไม่สบายใจได้รู้มั๊ย"
 
สามีตอบพลางแล้วโยนบะหมี่อีกครึ่งก้อนลงไปในหม้อที่น้ำกำลังเดือดพล่าน
 
เดินไปยืนข้างภรรยาแล้วก็ยิ้ม
 
ภรรยาก็พูดขึ้นว่า " เห็นเธอซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ ไม่นึกเลยว่าจิตใจก็ดีเหมือนกันนะ"
 
ฝ่ายสามีเดินไปตักบะหมี่ชามใหญ่ที่กลิ่นหอมชวนกินชามนั้นแล้วให้ภรรยายกไปให้สามแม่ลูก
 
สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่ กินไปพลางคุยไปพลาง
 
เสียงคุยของสามแม่ลูกดังถึงหูของตายาย
 
" หอมจังเลย … ยอดไปเลย … อร่อยจริงๆ "
 
" ปีนี้สามารถกินบะหมี่ของร้านฮอกไกได้ นับว่าไม่เลวทีเดียว"
 
" ถ้าปีหน้าสามารถมากินได้อีกก็ดีนะสิ"
 
กินเสร็จก็จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน
 
แล้วสามแม่ลูกก็เดินออกจากร้านฮอกไกไป
 
" ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"
 
มองตามหลังสามแม่ลูกจนลับหายไป


********
Image

สองตายายก็ยกเรื่องสามแม่ลูกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกไปได้ระยะหนึ่ง
 
ในวันสิ้นปีของสามปีมานี้ กิจการของร้านฮอกไกดีมาก
 
สองตายายต่างก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกัน
แต่พอเลย 21.00 น.ไปแล้ว
 
สองตายายก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา พอถึง 22.00 น.
 

พนักงานในร้านต่างก็รับอั้งเปาแล้วก็แยกย้ายกันกลับไป
 
พอคนกลับไปหมดแล้วเจ้าของร้านทั้งสองก็ช่วยกันเอาป้ายราคาบะหมี่ในร้านที่เขียน
 
ไว้ว่า " บะหมี่ชามละสองร้อยเยน" ที่แขวนไว้ตามผนังทั้งหมดพลิกกลับหลัง
 
แล้วช่วยกันเขียนใหม่ว่า " บะหมี่ชามละร้อยห้าสิบเยน"
 
30 นาทีก่อน เถ้าแก่เนี้ยก็เอาป้าย " จองแล้ว"
 
ไปวางไว้บนโต๊ะเบอร์สอง
 
เหมือนกับว่าจะมีเจตนารอแขกที่ลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้วถึงจะมาอย่างนั้นแหละ

22.30 น. ในที่สุดสามแม่ลูกก็ปรากฏตัวขึ้น
 
พี่ชายสวมเครื่องแบบมัธยมของรัฐแห่งหนึ่ง
 
น้องชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ทที่พี่ชายสวมเมื่อปีก่อนดูหลวมและไม่พอดีตัว


เด็กทั้งสองคนโตขึ้นมาก
 
ส่วนผู้เป็นแม่ก็ยังคงสวมเสื้อโค้ทลายสก๊อตที่ทั้งเก่าและเชยแถมสีซีดตัวเดิม
 
" เชิญค่ะ เชิญค่ะ" เถ้าแก่เนี้ยกล่าวทักทายอย่างมีน้ำใจ
 
มองใบหน้าอันยิ้มแย้มและท่าทางต้อนรับอย่างเต็มที่ของเถ้าแก่เนี้ย
 
ทำให้ผู้เป็นแม่นั้นเปล่งคำพูดออกมาอย่างงกงก เงิ่นเงิ่นว่า
 
" รบกวนช่วยทำบะหมี่น้ำให้สักสองชามได้ไหมค่ะ"
 
" ได้ค่ะ เชิญนั่งทางนี้ค่ะ"
 
เถ้าแก่เนี้ยนำแม่ลูกไปนั่งยังโต๊ะเบอร์สอง
 
แล้วรีบเอาป้าย"จองแล้ว"ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
 
แล้วตะโกนบอกไปทางครัวว่า
 

" บะหมี่น้ำสองชาม" " ได้ครับ บะหมี่น้ำสองชามได้เดี๋ยวนี้แหละครับ"
 
เถ้าแก่พลางตอบ พลางโยนบะหมี่ลงไปในหม้อน้ำสามก้อน
 
สามแม่ลูกกินไปพูดไป ดูแล้วเหมือนมีความสุขกันมาก
 
สองสามีภรรยาที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่
 
ได้รับรู้ถึงความสุขที่พวกเขาได้รับกัน
 
ในใจก็พลอยเบิกบานไปด้วย
 
" ลูกรัก วันนี้แม่ต้องขอบคุณลูก ๆ เป็นอย่างมาก"
 
" ขอบคุณ ?"  " ทำไมครับ"
 
" เรื่องเป็นอย่างนี้ คือคุณพ่อของลูกที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปได้ทำให้คนอีกแปดคนได้รับบาดเจ็บ
 
และทางบริษัทประกันก็ไม่รับผิดชอบในส่วนนั้น ในช่วงหลายปีมานี่ทำให้เราต้องจ่ายเงินเดือนละห้าหมื่น

เยนทุกเดือน"
 
" เอ๊ะ เรื่องนี้เราก็ทราบกันอยู่แล้วนี่ครับ" ผู้เป็นพี่ตอบ
 
ส่วนเถ้าแก่เนี้ยได้แต่ตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ อยู่หลังโต๊ะทำอาหาร
 
" แต่เดิมนั้นเราต้องชำระหนี้ไปจนถึงปีหน้าเดือนมีนาคม
 
แต่ตอนนี้เราได้ชำระหนี้ไปหมดแล้ว"
 
" จริงๆ หรือครับ แม่"
 
" จริงสิจ๊ะ  นี่เป็นเพราะว่าพี่ชายของลูกขยันไปส่งหนังสือพิมพ์
 
ส่วนตัวลูกเองก็ช่วยแม่ซื้อกับข้าวทำอาหาร
 
ทำให้แม่ไปทำงานได้อย่างเต็มที่



ทางบริษัทจึงได้ให้เงินเบี้ยขยันพร้อมทั้งเงินโบนัสพิเศษอื่นๆ อีก
 
จึงทำให้วันนี้สามารถชำระในส่วนที่เหลือได้หมด"
 
" ว้าว แม่ครับ พี่ครับ อย่างนี้ก็วิเศษสิครับ
 
แต่ว่าต่อไปขอให้ผมได้ช่วยทำอาหารต่อไปเถอะนะครับ"
 
" ผมก็จะส่งหนังสือพิมพ์ต่อนะครับ ไอ้น้องชายเราต้องร่วมแรงร่วมใจกันสู้หน่อยแล้วนะ"
 
" ขอบใจลูกทั้งสองมาก ขอบใจจริงๆ "
 
" แม่ครับผมกับน้องก็มีความลับจะบอกกับแม่เหมือนกันครับ
 
คือในวันอาทิตย์วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนโรงเรียนของน้อง
 
ได้แจ้งให้ผู้ปกครองไปเยี่ยมชมนักเรียนในห้องเรียนในวันพบผู้ปกครอง
 
คุณครูของน้องยังได้แนบจดหมายมาอีกหนึ่งฉบับว่า
 
เรียงความของน้องได้ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของฮอกไกโด
 
เพื่อไปแข่งขันเรียงความทั่วประเทศ
 
นี่ผมได้ยินมาจากเพื่อนๆ ของน้องนะครับผมถึงทราบ
 
ดังนั้นในวันนั้นผมจึงไปเป็นตัวแทนแม่
 
ไปร่วมในงานวันพบผู้ปกครองของน้อง"
 
" จริงหรือลูก แล้วต่อมาล่ะ"
 
" หัวข้อที่คุณครูให้เรียงความคือ ความปรารถนาของข้าพเจ้า"
 
น้องได้เอาเรื่องของบะหมี่น้ำหนึ่งชามมาเขียนเป็นเรียงความ
 
แล้วยังได้อ่านต่อหน้าทุกคนด้วย"
 
" เรียงความเขียนว่า … หลังจากที่คุณพ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้ว
 
ได้ทิ้งหนี้สินให้เรามากมาย เพื่อที่จะชำระหนี้
 
คุณแม่ต้องทำงานดึกดื่นหาม รุ่งหามค่ำทุกวัน
 
แม้แต่เรื่องของผมที่ต้องไปส่งหนังสือพิมพ์
 
น้องก็ยังเอาไปเขียนเลย …"

" ยังมีอีก น้องยังเขียนถึงในคืนวันที่ 31 ธันวาคม
 
พวกเราสามคนแม่ลูกได้มาล้อมวงกันกินบะหมี่น้ำ อร่อยมาก …

สามคนกินบะหมี่น้ำแค่ชามเดียว
 
คุณตาคุณยายเจ้าของร้านยังกล่าวขอบคุณพวกเราอีก

แล้วยังอวยพรวันปีใหม่ให้พวกเราอีก
 
เสียงเหล่านั้นเหมือนกับว่าให้กำลังใจให้เข้มแข็งที่จะยืนหยัดมีชีวิตอยู่ต่อไป
 
พยายามปลดเปลื้องหนี้สินทั้งหลายของคุณพ่อ ให้หมดให้เร็วที่สุด …"
 
" ด้วยเหตุนี้น้องจึงได้ตัดสินใจว่าโตขึ้นน้องจะเปิดกิจการร้านบะหมี่
 
แล้วจะต้องเป็นเจ้าของร้านบะหมี่ยอดเยี่ยม อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย
 
แล้วยังจะให้กำลังใจแก่ลูกค้าทุกคน … ขอให้มีความสุขครับ … ขอบคุณครับ …"


สองตายายเจ้าของร้านบะหมี่ที่ยืนฟังอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่จู่ ๆ ก็หายตัวไป
 
พวกเขาไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่คุกเข่ากันอยู่ใต้โต๊ะ
 
ในมือถือปลายผ้าขนหนูกันคนละข้าง
 
พยายามซับน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุดเหมือนทำนบพังนั้นอย่างไม่ลดละ
 
" พอน้องอ่านเรียงความจบ คุณครูก็พูดว่า
 
" วันนี้พี่ชายได้มาเป็นตัวแทนของคุณแม่
 
ดังนั้นขอเชิญพี่ชายขึ้นมากล่าวอะไรสักหน่อยค่ะ"
 
" จริงหรือลูก แล้วลูกทำอย่างไรล่ะ"
 
" ก็มันกะทันหันเกินไป ตอนแรกๆ
 
ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
 
ผมจึงพูดว่า … ขอบคุณทุกคนที่เอาใจใส่น้องผมเป็นอย่างดี
 
น้องผมต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวกลับมาหุงหาอาหารทุกวัน
 
ดังนั้นในเวลาที่เพื่อนๆ ทุกคนมีกิจกรรมกันในตอนเย็นก็มักจะ
 
อยู่ร่วมกิจกรรมต่างๆ ไม่ได้เพราะต้องรีบกลับบ้าน
 
เมื่อเป็นอย่างนี้คงจะทำให้ทุกคนวุ่นวายกันพอสมควร"
 
" เมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินน้องอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชาม
 
ผมรู้สึกอายมาก แต่พอได้เห็นน้องยืดอกอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่
 
น้ำหนึ่งชามด้วยเสียงอันดังนั้นจนจบ ถึงได้รู้สึกว่าความรู้สึกอายเมื่อ
 
สักครู่นี้ถึงจะเรียกว่าเป็นความอายจริงๆ "
 
" หลายปีมานี้ ความกล้าของคุณแม่ที่จะสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามนั้นเพื่อกิน
 
กันสามคนนั้นผมกับน้องจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด


ผมและน้องจะต้องขยัน และดูแลแม่เป็นอย่างดี
 
และผมขอฝากน้องของผมให้ทุกคนช่วยดูแลด้วยครับ"
 
สามแม่ลูกกุมมือกันเงียบ ๆ ตบไหล่
 
กินบะหมี่หมดอย่างมีความสุขกว่าทุกๆ ปี
 
จ่ายเงินไปสามร้อยเยนกล่าวขอบคุณ
 
ค้อมตัวลงเคารพและเดินออกจากร้านไป

มองตามหลังสามแม่ลูกไป
 
เจ้าของร้านจึงได้รู้สึกว่าปีนี้ได้ผ่านไปแล้วจริงๆ
 
พร้อมกับกล่าวว่า " ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"
 
และแล้วก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง


********
Image

พอถึงเวลา 21.00 น.ทางร้านฮอกไกก็วางป้าย
 
" โต๊ะจอง"  ไว้บนโต๊ะเบอร์สองและเฝ้ารอคอย

การมาเยือนของสามแม่ลูกเช่นเคย
 
แต่ในปีนั้นสามคนแม่ลูกไม่ได้มาปรากฏตัวที่ร้านเลย
 
ปีที่สอง ปีที่สาม โต๊ะเบอร์สองก็ยังคงว่างอยู่เช่นเดิม
 
สามแม่ลูกไม่ได้มาที่ร้านฮอกไกอีกเลย
 
กิจการของร้านฮอกไกดีมาก เรียกว่าดีวันดีคืนเลยทีเดียว
 
ภายในร้านมีการตกแต่งใหม่ โต๊ะเก้าอี้ก็มีการเปลี่ยนใหม่
 
จะมีก็แต่โต๊ะเบอร์สองที่เก็บรักษาไว้เหมือนเดิม
 
" นี่มันเรื่องอะไรกัน" ลูกค้าหลายคนต่างก็ถามด้วยความกังขา
 
เถ้าแก่เนี้ยก็เลยเล่าเรื่องบะหมี่หนึ่งชามให้แก่ลูกค้าฟัง
 
โต๊ะเก่าตัวนั้นวางอยู่กลางร้านเหมือนกับว่าเป็นการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่ง
 
และก้อไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งลูกค้าทั้งสามอาจจะกลับมาอีก
 
พวกเขาหวังว่าจะใช้โต๊ะเก่าตัวนั้นในการต้อนรับลูกค้าทั้งสามของเขา
 
โต๊ะเบอร์สองตัวนั้นเปลี่ยนเป็นชื่อว่า " โต๊ะแห่งความสุข"
 
ลูกค้าต่างก็พูดต่อๆ กันไป
 
มีนักเรียนหลายคนอยากเห็นโต๊ะตัวนี้ถึงขนาดที่ว่านั่งรถมาจากที่ไกลแสนไกลมากิน บะหมี่
 
และเจาะจงที่จะนั่งโต๊ะตัวนี้
 
ผ่านวันที่ 31 ธันวาคม ไปอีกหลายๆ ปี
 
พอถึงวันสิ้นปีหลังจากปิดร้านแล้ว
 
เจ้าของร้านค้าในละแวกใกล้เคียงร้านฮอกไก
 
ก็มักจะมารวมตัวฉลอง โดยการกินบะหมี่ที่ร้านฮอกไก
 
กินไปพลาง ก็รอเสียงระฆังส่งท้ายวันสิ้นปีเก่าไปพลาง
 
แล้วทุกคนก็ไปวัดเพื่อไหว้พระด้วยกัน
 
เป็นธรรมเนียมมา 5-6 ปีแล้ว

ในวันนี้พอเลย 21.30 น.ไปแล้ว
 
เจ้าของร้านขายปลามาถึงก่อนพร้อมทั้งนำซาซิมิมาด้วย
 
ต่อจากนั้นก็มีคนมาเรื่อยๆ เป็นระยะ
 
บ้างก็เอาเหล้ามา บ้างก็เอาอาหารกับแกล้มมา

 
ปกติแล้วก็จะรวมตัวกันได้ประมาณ 30-40 คน
 
ต่างก็คึกคักกันมาก
 
ทุกคนที่มานั้นต่างก็รู้ตำนานเกี่ยวกับโต๊ะเบอร์สอง
 
ทุกคนก็พยายามไม่เอ่ยถึงมันแต่ในใจต่างก็คิดกันว่า
 
วันนี้ "โต๊ะจอง" ตัวนั้นไม่มีคนที่พวกเขาเฝ้ารอมานั่ง
 
มันคงจะว่างเปล่าเพื่อส่งท้ายปีเก่าอีกเช่นเดิม พวกเขาบ้างก็กินเหล้า
 
บ้างก็กินบะหมี่ บ้างก็เข้าๆ ออกๆ
 
พอเตรียมกับข้าวกับแกล้ม ต่างก็กินกันไปคุยกันไป
 
พูดเรื่องการค้าบ้าง คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้
 
แม้แต่น้ำทะเลขึ้นลง ในระยะนี้บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่
 
ก็นำมาพูดคุยในวงสนทนา คุยมันทุกๆ เรื่อง
 
จนเหมือนกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน

 

เวลาผ่านไปจนถึง 22.30 น.
 
ทันใดนั้นเองประตูร้านก็ถูกผลักออกเบาๆ
 
ทุกคนในร้านหยุดพูดคุยกัน สายตาทุกคู่มองตรงไปยังประตูร้าน
 
ชายหนุ่มสองคนยืนสง่าในชุดสูทสากล พาดโอเวอร์โค้ทไว้บนแขน
 
พอเห็นว่าผู้ที่มาเป็นใครทุกคนก็รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง
 
และเริ่มสนทนากันต่อไปอย่างคึกคัก
 
ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะพูดว่า " ขอโทษค่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ"
 
เพื่อปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น
 
ก็มีหญิงคนหนึ่งสวมชุดกิโมโน เดินเข้ามายืนระหว่างกลางของชายหนุ่มทั้งสองคน
 
ทุกคนในร้านแทบจะหยุดหายใจเมื่อได้ยินคุณนายผู้นั้นพูดว่า
 
" เอ้อ … รบกวน … รบกวนช่วยทำบะหมี่ให้สามชามได้ไหมคะ"
 

ทันทีที่เถ้าแก่เนี้ยได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
 
เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว ภาพของสามแม่ลูกในความทรงจำ
 
กับภาพของสามแม่ลูกตรงหน้า เธอพยายามจะนำทั้งสองภาพมาวางซ้อนกัน
 
เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ที่โต๊ะทำบะหมี่ ชี้นิ้วไปยังทั้งสามแม่ลูก


" พวกคุณ .. พวกคุณ" เขาพูดได้เพียงแค่นั้น
 
คำพูดทุกคำจุกอยู่ที่คอ ชายหนุ่มหนึ่งในสองคนเห็นท่าทีของเถ้าแก่เนี้ยที่ทำอะไรไม่ถูกก็เลยพูดกับ
 
เถ้าแก่เนี้ยว่า " พวกเราสามคนแม่ลูกที่เมื่อสิบสี่ปีก่อนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มา
 
สั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามทานกันสามคนไงครับ
 
และพวกเราก็ได้รับกำลังใจจากบะหมี่น้ำชามนั้น
 
พวกเราจึงได้สามารถยืนหยัดมาถึงวันนี้ได้"
 
" หลังจากนั้นก็อพยพครอบครัวไปอาศัยอยู่กับยายที่อำเภอชิกะ
 
ปีนี้ผมสอบผ่านได้เป็นนายแพทย์แล้ว
 
ตอนนี้ผมเป็นแพทย์ฝึกหัดแผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเกียวโต
 
ปีหน้าเดือนเมษายนก็จะย้ายมาประจำโรงพยาบาลกลางของซัปโปโรแล้ว"
 
" วันนี้พวกเราก็เลยแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อทำความรู้จักและฝากเนื้อฝากตัว
 
แล้วเลยไปไหว้สุสานของคุณพ่อ
 
และน้องชายที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นเจ้าของกิจการร้านบะหมี่นั้น
 
ขณะนี้ได้ทำงานในธนาคารเกียวโต
 
ได้เสนอความคิดที่เลิศเลออย่างหนึ่งก็คือ
 
ปีนี้ในวันส่งท้ายปีเก่า
 
พวกเราสามคนแม่ลูกจะมาเยี่ยมคารวะเจ้าของร้านบะหมี่ฮอกไกที่ซัปโปโร
 
และทานบะหมี่น้ำสามชามของร้านฮอกไกด้วย"

สองตายายฟังไปพลาง พยักหน้าไปพลางด้วยน้ำตาคลอเบ้า
 
เถ้าแก่ร้านขายผักที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตู
 
พยายามใช้แรงอย่างเต็มที่ที่จะกลืนบะหมี่คำที่คาอยู่ในปากลงไปในคอ
 
แล้วลุกขึ้นยืนพูดว่า " อ้าว … เถ้าแก่ … เป็นอะไรไปล่ะ
 
อุตสาห์เตรียมการมาตลอดสิบปีเพื่อเฝ้าคอยวันนี้ " โต๊ะจอง"
 
ตัวนั้นไงที่พวกเถ้าแก่จองให้ลูกค้าที่จะมาตอนหลังสิบโมงของคืนวันสิ้นปีไง
 
รีบๆ ต้อนรับพวกเขาสิ เร็วเข้า"
 
ในที่สุดเถ้าแก่เนี้ยก็ได้สติ ตบไหล่ของเถ้าแก่ร้านขายผัก
 
แล้วพูดว่า " ยินดีต้อนรับค่ะ … เชิญนั่งข้างในค่ะ … นี่ตาเฒ่า … บะหมี่น้ำสามชามโต๊ะสอง"


เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ก็รีบปาดน้ำตาแล้วรับคำว่า
 
" ครับ..บะหมี่น้ำสามชาม"

หากดูกันตามจริงแล้ว
 
สิ่งที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่ทั้งสองได้ให้ไปมันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย
 
มันเป็นแค่เพียงบะหมี่ไม่กี่ก้อน คำพูดที่จริงใจและให้กำลังใจเพียงไม่กี่คำ
 
รวมทั้งคำอวยพรว่า " ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"ก็เท่านั้นเอง
 
แต่มันกลับให้ผู้ที่ถูกความจริงอันโหดร้ายบีบให้จมอยู่ในสถานการณ์
 
คับขันได้สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
 

********
 
เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า

อย่าพยายามมองข้ามตัวเอง

ตัวเราเองสามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ได้

บางทีมันอาจจะเป็นแค่เพียงความใส่ใจความห่วงใยอันจริงใจ

ของคุณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ก็สามารถนำพาเอาแสงสว่างอันเจิดจรัสอย่างไม่มีขีดจำกัดมาสู่โลกได้

ด้วยเหตุนี้ความหวังความใฝ่ฝันที่แรงกล้าของพวกเรา …

เพื่อนพ้องทั้งหลาย …

อย่ามัวเห็นแก่ตัวกันหรือเสียดายมันอยู่เลย
 

หวังว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป

พวกเราจะสามารถมอบหัวใจแห่งความรักและความเมตตาที่เราอัดเก็บ

ไว้ในใจมาเป็นเวลานานแสนนานนั้นมอบให้กับคนอื่นด้วยความเต็มใจ
 

จุดประกายแห่งความสว่างแก่โลก ….

ถึงแม้จะเป็นแสงเพียงริบหรี่เท่านั้น

   

แต่สำหรับคืนอันหนาวเหน็บอันเย็นยะเยือกของฤดูหนาว

มันเป็นประกายแห่งความอบอุ่นและแสงสว่างอันสุกสกาวจริงๆ

ไงจ๊ะ
… อ่านบทความนี้จบแล้วรู้สึกเมื่อยตาบ้างหรือเปล่า


บริหารสายตาหน่อย
  

กรอกตาซ้ายไปมา  

เสร็จแล้วก็หันมากรอกตาขวา  

หลังจากนั้นก็กรอกตาทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน  

หากทำแล้วลูกตากระเด็นออกมานอกเบ้าแล้วล่ะก้อไม่ต้องมาหาฉันนะจ๊ะ  

ไปหาหมอเถอะ …

Image


 เรื่องนี้ตอนที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกประทับใจมานับไม่ถ้วนแล้ว
 


ดังนั้นจึงมีคนพูดกันว่า


 " ใครที่อ่านเรื่องแล้ว ไม่มีใครเลยที่จะไม่หลั่งน้ำตาให้"


ถึงแม้คำพูดนี้ออกจะเกินจริงไปบ้าง
 


แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้ว รู้สึกประทับใจจริงๆ
 


จนน้ำตาร่วง และน้ำตาที่ร่วงรินเหล่านั้น
 


มันไม่ใช่น้ำตาจากความรันทดใจ
 


แต่เป็นน้ำตาที่หลั่งให้แก่ความประทับใจต่อความห่วงใยอย่างจริงใจ
 

และน้ำใจไมตรีอันกว้างขวางที่มอบให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน .... 



      
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันเสาร์ ที่ 16 มกราคม 2564 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
บทความ
 
Top! Top!